Breaking News
Home / ประวัติครูบามหาเถร

ประวัติครูบามหาเถร

ครูบามหาเถร (ปฐมสังฆครูบาแห่งล้านนาไทย)

ผู้สร้างคัมภีร์พระไตรปิฏกใบลานล้านนามากที่สุดในโลก

%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1-%e0%b9%86

ชาติภูมิ

“ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบามหาเถร” เป็นพระมหาเถระที่มีชีวิตอยู่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่านเกิดหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ได้ประมาณ ๘ ปี  หลวงปู่ เป็นบุตรของพ่อสุปินนะ แม่จันทร์ติ๊บ  เกิดเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๓๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลสูงเม่น มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  ๒ คน คือ พ่อหนานอินตา และนายจันต๊ะ ในวัยเด็กมีชื่อเล่นว่า “ปอย”

ในวันที่กำเนิดหลวงพ่อครูบามหาเถร ตามความบอกเล่าของครูบากันธา แห่งวัดเหมืองหม้อ กล่าวว่า                    “…ตอนที่ท่านครูบามหาเถรใกล้จะคลอดมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คือ มีเสือโคร่งมาคาบเอาแม่จันทร์ทิพย์หนีเข้าป่าห้วยหีต ขุนเขาแม่จั๊วะ พ่อสุปินนะและชาวบ้านติดตามรอยเสือโคร่ง ๑ คืน ๒ วัน จึงพบเสือและแม่จันทร์ทิพย์ แต่ก็ประหลาดใจที่เสือไม่ทำร้ายแม่จันทร์ทิพย์และลูกน้อยซึ่งคลอดออกมาแล้ว นั่งเฝ้าเหมือนคอยดูแลให้ …เสือโคร่งพอได้ยืนเสียงคนมามากก็เผ่นหนีเข้าป่าไปทิ้ง ๒ แม่ลูกไว้โดยไม่ได้รับอันตรายเลย…” (เสือโคร่งตามตำนานโบราณเชื่อว่า เป็นเทวดามาคุ้มครองผู้มีบุญญาธิการให้ปลอดภัย)

การศึกษา

ครูบากัญจนอรัญญวาสี ในวัยเด็กชอบที่จะไปอยู่ที่วัดสูงเม่น แต่โยมแม่ไม่อยากให้ไปเพราะต้องการช่วยกันทำงาน ครั้นมีอายุประมาณ  ๑๐- ๑๓ ขวบ ก็ได้ศึกษาวิชาการต่างๆ  เช่น ช่างแกะสลัก ช่างปั้น และช่างไม้  รวมทั้งอักขรวิธีภาษาล้านนา โดยเด็กชายปอยเป็นเด็กฉลาด เรียนรู้ได้ไว้

บรรพชา

เด็กชายปอยได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสูงเม่น หลังจากนั้น สามเณรปอยได้ไปศึกษาทั้งคันธุระและวิปัสสนาธุระกับครูบาหลายท่าน เช่น ครูบาอุตมา ที่วัดศรีชุม เวียงโกศัย โดยท่านเป็นคนฉลาดและสนใจหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเป็นที่รักใคร่นับถือของเพื่อนสหธรรมิกและศรัทธาชาวบ้านศรีชุม จนถึงอายุครบอุปสมบท

อุปสมบท

หลังจากที่สามเณรปอยได้ศึกษาพระธรรม วินัยจนถึงวัยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ครูบาอุตมาวัดศรีชุม จึงทำการอุปสมบทให้ในปี พ.ศ.๒๓๕๒  โดยมีเจ้านายหอหน้าเป็นเจ้าภาพผู้อุปการะและให้การอุปถัมภ์ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความสนใจในการเรียนและมีผลการเรียนที่ดีมาก โดยให้ฉายาว่า  “กัญจนภิกขุ”  หรือ “กญฺจโน ภิกฺขุ”  หลังจากอุปสมบทแล้ว พระกัญจนภิกษุ ได้กลับไปยังวัดสูงเม่นหลังจากบิดาของท่านเสียชีวิตและพี่ชายก็ไปมีครอบครัว อยู่ต่างหาก ท่านก็เริ่มงานเขียนคัมภีร์ธรรมและสั่งสอนลูกศิษย์จนสร้างผลงานที่มากมาย ที่สำคัญท่านได้ดูแลโยมแม่จันทร์ทิพย์เป็นอย่างดี โดยเมื่อท่านออกบิณฑบาต ก็ได้นำข้าวปลาอาหารไปแบ่งให้โยมมารดาเป็นประจำ จนกระทั้งแม่จันทร์ทิพย์ถึงแก่กรรม เมื่อภาระในการเลี้ยงดูบิดามารดาท่านจึงเดินทางกลับไปช่วยงานสอนและปฏิบัติ อุปัชฌาย์ อาจารย์ที่วัดศรีชุม ในเวียงโกศัย

จากบทความตอนหนึ่งของวัด สูงเม่นบันทึกการศึกษาในสมัยนั้นไว้ว่า “การเรียนในสมัยนั้น เวลาสอบจะไม่สอบเป็นชั้นทีเดียว จะสอบรวมกัน สอบไปเรียนไปใครเรียนได้มากและต่อได้มากก็นับว่าได้ชั้นเรียนมากขึ้น คือ ต่อความกันทุกวันและทุกครั้ง เท่าที่ผู้เรียนจะแสดงความสามารถต่อความรู้กับผู้สอนได้ซึ่งการต่อนี้ เรียกว่า การต่อหนังสือค่ำ ใครเรียนมากรู้มาก ใครเรียนน้อยรู้น้อยตามสติปัญญา”

โดยท่านครูบามหาเถรกลับไปวัดศรีชุมครั้งนี้ ท่านมุ่งศึกษาแต่วิปัสสนาธุระ จนมีความรู้ที่จะฝึกอบรมลูกศิษย์ได้

01

02
การเดินทางไปศึกษาต่อและปฏิบัติธรรม

ด้วยมีความประสงค์ที่จะศึกษาเล่าเรียนให้ยิ่งขึ้นไป ท่านกัญจนะ จึงลาพระอุปัชฌาย์ไปศึกษาต่อที่เมืองเชียงใหม่ ด้วยการเดินธุดงค์ผ่านที่ทุรกันดารอย่างกล้าหาญ หลังจากนั้นได้ไปศึกษาด้านวิปัสสนาธุระกับพระมหาราชครูที่วัดสวนดอก ในเมืองเชียงใหม่ ตามตำนานเล่าว่า (ประวัติวัดสูงเม่น, ๒๕๓๙)  พระมหาราชครูและครูบามหาเถรเป็นพระรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงนับถือกันและกัน โดยครูบามหาเถรนับถือพระมหาราชครู เพราะท่านเป็นพระผู้ใหญ่มีอำนาจทางพระสงฆ์และบ้านเมืองและมีเชื้อสายเจ้านายฝ่ายเหนือ ส่วนพระมหาราชครูนับถือครูบามหาเถรเพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติสูงแตกฉานในอรรถบาลีและพระธรรมวินัย จนขอเรียนอรรถบาลีด้วยซึ่งครูบามหาเถรก็ขอเรียนด้วยวิปัสสนาธุระกับพระมหาราชครูเพิ่มเติม ครูบามหาเถรได้ศึกษาเล่าเรียนและช่วยเป็นครูสอนโดยทำหน้าที่เป็นอย่างดี ต่อมาพระมหาราชครูจึงสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์  แทนที่พระครูเมืองที่ว่างลง ท่านปกครองวัดพระสิงห์ด้วยดี จนได้รับสมณศักดิ์นามฉายาจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้นว่า “ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร”

การนำพระบรมธาตุจากพม่าสู่เวียงโกศัย

ในระหว่างท่านอยู่จำพรรษาที่เชียงใหม่ ครูบากัญจนอรัญญวาสี ได้เดินทางไปยังประเทศพม่า เพื่อศึกษาวิปัสสนาและนมัสการองค์เจดีย์ย่านตะโก่ง ท่านได้เรียนรู้ด้านญาณสมาบัติขั้นสูง  และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุจำนวนมากมาบรรจุที่เจดีย์วัดมหาโพธิ์ อำเภอเมืองแพร่ โดยได้นำทูลเกล้าถวายเจ้าหลวงอินทวิชัยราชาเจ้าผู้ครองนครแพร่ เพื่อร่วมสร้างเจดีย์วัดมหาโพธิ์

03
จากตำนานการสร้างเจดีย์วัดมหาโพธิ์ ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ที่เขียนไว้เมื่อปีพ.ศ.๒๓๘๓ (จ.ศ.๑๒๐๑) ระบุว่า ครูบามหาเถรได้เดินธุดงค์ไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศพม่า จนสำเร็จญาณสมาบัติชั้นสูงได้อัญเชิญเอาพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุมาเป็นจำนวนมาก โดยนำมาทูลเกล้าถวายเจ้าหลวงอินทวิชัยราชา เจ้าเมืองแพร่ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาเจ้าหลวงอินทวิชัยราชาก็ได้นำพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่พระองค์ท่านให้นำกลับมาไว้ที่เมืองแพร่ ดังปรากฎไว้ในเจดีย์วัดมหาโพธิ์ปัจจุบัน ต่อมาท่านได้เดินทางไปประเทศพม่าเป็นครั้งที่ ๒ เพื่อไปนมัสการเจดีย์เมืองร่างกุ้ง โดยเดินทางไปทางเมืองระแหงพักนอนที่เชิงดอยผาว แขวงเมืองตาก ท่านได้ขี้ผึ้งฝั้นเทียนเล่มบาท นำไปนมัสการพระมหาเจดีย์ร่างกุ้งด้วย (พรหมา กาศมณี, ๒๕๓๐ น. ๒๓-๔๐)

ความฉลาดในพระธรรมวินัย

ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร ได้แสดงความเฉลียวฉลาดแตกฉานในพระธรรมวินัย สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถชักชวนพระมหาราชครูวัดสวนดอกและพระมหาเถระทั้งหลายในเชียงใหม่ ทำการตรวจสอบชำระพระไตรปิฎกและสังคายนารวบรวมพระธรรมคัมภีร์ต่างๆ ให้ครบถ้วน และได้ฉลองธรรมที่วัดพระสิงห์ ในสมัยเจ้าหลวงแผ่นดินเย็นพุทธวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

วาระสุดท้ายของชีวิต

ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร  ในบั้นปลายสุดท้าย ท่านต้องการความสงบ                    และขออยู่ป่าเป็นวัตร เพื่อจะได้มุ่งสู่การปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่  หลวงปู่จึงตัดสินใจไ จำพรรษาที่จังหวัดตาก ซึ่งเคยเป็นสถานที่ที่หลวงปู่เคยไปสร้างคัมภีร์ที่นั่น (เมืองเวียงระแหง) และได้มรณภาพที่จังหวัดตาก  เมื่อวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ  (เดือน ๖ ใต้)  ปี พ.ศ.๒๔๑๑ ตรงกับ ปีมะโรง

ผลงานของครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร

ถ้าจะกล่าวถึงผลงานของครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร อาจกล่าวได้ว่า ท่านเป็นนักบุญ นักปราชญ์แห่งล้านนารูปหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางพระพุทธศาสนาในกับแผ่นดินล้านนาและประเทศใกล้เคียง โดยมีผลงานที่สำคัญ ดังนี้

๑) ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๕๐ – ๒๓๖๐ ครูบากัญจนอรัญญวาสี ได้เดินทางไปศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ประเทศพม่า และได้อัญเชิญนำพระบรมสารีริกธาตุและพระบรมธาตุจากพม่า มาประดิษฐานและสร้างเจดีย์ที่วัดมหาโพธิ์ เวียงโกศัย จังหวัดแพร่

๒) ปี พ.ศ. ๒๓๖๙ (จ.ศ.๑๑๘๘)  ครูบากัญจนอรัญญวาสี ได้ริเริ่มชักชวนพระมหาราชครู และพระมหาเถระในเมืองเชียงใหม่ ได้ทำการตรวจสอบและรวบรวมพระไตรปิฎก โดยเฉพาะคัมภีร์วินัยและอรรถกถาที่ยังขาดตกบกพร่องมาเขียนเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนามีความมั่นคง โดยมีเจ้าหลวงแผ่นดินเย็นพุทธวงษ์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์และได้ทำการฉลองธรรมที่วัดพระสิงห์ เมืองเชียงใหม่

04
๓) ในปี พ.ศ. ๒๓๗๐ – ๒๓๗๗  ครูบากัญจนอรัญญวาสี ได้ชักชวนพระมหาราชครู วัดสวนดอกที่กันสังคายนาพระไตรปิฎกและตั้งฉลองธรรมที่วัดพระสิงห์ และร่วมกันบูรณะหอไตรวัดพระสิงห์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช และต่อมาได้กลับไปบูรณะปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ใน ปี พ.ศ.๒๔๑๒

๔) พ.ศ. ๒๓๗๑ (จ.ศ.๑๑๙๐) หลังจากที่ครูบาได้ร่วมรวบรวมคัมภีร์ธรรมในเมืองเชียงใหม่แล้ว  เจ้าอินทรวิชัยราชา เจ้าผู้ครองนครเมืองโกศัย (แพร่)  ได้ขออาราธนานิมนต์ท่านกลับไปยังเมืองแพร่ เพื่อนำคัมภีร์ธรรมไปยังวัดสูงเม่น โดยท่านได้เดินทางผ่านหริภุญชัย ลำปาง ซึ่งตลอดการเดินทางได้รับการต้อนรับนับถือจากเจ้าเมืองและประชาชนเป็นอย่างดี และท่านได้สร้างมณฑปและหอไตรวัดสูงเม่น เพื่อประดิษฐานคัมภีร์ธรรมที่ท่านนำมาจากเชียงใหม่และได้ฉลองธรรมอย่างยิ่งใหญ่ จนทำให้วัดสูงเม่นกลายเป็นวัดที่เก็บรวบรวมคัมภีร์ธรรมภาษาล้านนาไว้มากที่สุดในประเทศไทย

๕) ปี พ.ศ. ๒๓๗๖ (จ.ศ. ๑๑๙๕) ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร ได้เดินทางไปยังเมืองนันทบุรีหรือเมืองน่าน  เพื่อร่วมสังคายนาพระไตรปิฏกและคัมภีร์ธรรมเรื่องต่างๆที่วัดช้างค้ำ (วัดจ้างก้ำ)  ซึ่งปรากฏหลักฐานเป็นศิลาจารึก ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์จังหวัดน่าน (เลขทะเบียน ๔๖๕/๒๕๓๓ )

๖) ในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร ได้เดินทางไปยังเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว เพื่อสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎก ที่วัดวิชุนราช จนได้รับการยอมนับถือจากประชาชนในเมืองหลวงพระบางเป็นอย่างมาก               ซึ่งจากการศึกษาของ ดร.ฮันส์ เพนธ์ และคณะผู้ศึกษาจากวัดสูงเม่น ที่ได้ศึกษาเพิ่มเติม จากศิลาจารึกวัดวิชุนราช ๒ แผ่น ซึ่งค้นพบในปี ๒๔๓๐ ที่วัดวิชุนราช เมืองหลวงพระบาง  จารึกด้วยอักษรธรรมล้านนา (ปัจจุบันย้ายไปตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เมืองหลวงพระบาง)

๗) ในปี พ.ศ.๒๔๐๓  ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถรได้ร่วมกับพระเจ้ากาวิโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ร่วมกันหล่อกังสดาลที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ และนำกลับไปถวายไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย เมืองลำพูน ซึ่งเป็นกังสดาลที่หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงกลมวงเดือน มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๒๘ ซม. ขอบหนา ๗ ซม. ที่รอบนอบจารึกด้วยอักษณธรรมล้านนา ตัวอักขระฝักขามใหญ่ ตัวเลขโหรา

05

ผลงานด้านการสร้างถาวรวัตถุที่กลายเป็นโบราณวัตถุ/โบราณสถานในปัจจุบัน

             หลวงพ่อครูบามหาเถร นอกจากท่านจะเป็นพระมหาเถระนักปราชญ์ที่สนใจงานด้านหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาและสร้างวรรณกรรมพุทธศาสนาอย่างมากมายแล้ว  ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาก่อสร้างถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาไว้อีกด้วย โดยมีผลงานที่สำคัญ ดังนี้

๑. ในระหว่างปี พ.ศ.๒๓๖๕-๒๔๐๘ สมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูงเม่น ท่านได้ปฏิสังขรณ์วัดและสร้างถาวรวัตถุไว้ที่วัดมากมาย โดยเฉพาะอุโบสถที่มีความงดงามสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

๒. ในปี พ.ศ. ๒๓๗๐ – ๒๓๗๗  ครูบากัญจนอรัญญวาสี ได้ชักชวนพระมหาราชครูวัดสวนดอกที่ร่วมกันสังคายนาพระไตรปิฎก ร่วมกันบูรณะหอไตรวัดพระสิงห์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราช และต่อมาได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยพระเจ้ากาวิโรรส ในปี พ.ศ.๒๔๑๒

๓. ปี พ.ศ. ๒๓๘๓ ได้ก่อสร้างเจดีย์วัดมหาโพธิ์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากประเทศพม่า ร่วมกับเจ้าหลวงอินทวิชัยราชา เจ้าหลวงเมืองแพร่

๔. ได้สร้างหอไตรวัดสูงเม่น เป็นที่เก็บรวบรวมคัมภีร์ธรรมและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกับเจ้าหลวงอินทวิชัยราชาและชาวสูงเม่น

๕. สร้างวัดศรีดอก อำเภอสูงเม่น เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ชาวสูงเม่นอีกวัดหนึ่งซึ่งวัดศรีดอกก็ยังคงเป็นวัดมาตราบจนปัจจุบัน

๖. ปี พ.ศ.๒๔๐๓ (จ.ศ.๑๒๒๒) หล่อระฆังกังสดาลใหญ่ที่วัดพระสิงห์แล้วนำไปไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน (ระฆังลักษณะเป็นทองสัมฤทธิ์ ทรงกลมวงเดือน เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒๒๘ เซนติเมตร หนา ๗ เซนติเมตร จารึกเป็นภาษาไทยยวน ตัวอักขระฝักขามใหญ่ ตัวเลขเป็นเลขโหรา)

๗. ได้สร้างพระพุทธรูปโดยเฉพาะแกะสลักพระพุทธรูปไม้ปางต่างๆ ไว้ที่วัดสูงเม่น

๘. สร้างวัดดอนแก้ว อำเภอสูงเม่น ที่วัดนี้ได้สร้างฐานเป็นดอนเจดีย์ไว้สันนิษฐานว่าจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้บ้างแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านดอนแก้วได้สร้างเจดีย์ขึ้นไว้ในที่ที่เดิมและในทุกๆ ปี มีพิธีสมโภชให้ผู้มีจิตศรัทธามาทำบุญร่วมกัน

๙. ท่านได้มีการเก็บรักษาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เครื่องอัฐบริขาร จานชามเครื่องสังคโลก เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันสามารถศึกษาสิ่งของต่างๆ  เช่น บาตร สำรับอาหาร จาน ชามสังคโลก ที่ใช้ในสมัยนั้นได้ที่วัดสูงเม่น

สรุปในระหว่างปี พ.ศ.๒๓๕๐ – ๒๔๐๕  ครูกัญจนอรัญญวาสีมหาเถร ได้บำเพ็ญศาสนกิจในเขตล้านนา ประเทศพม่า และเมืองหลวงพระบาง โดยให้มีการชำระตรวจสอบพระไตรปิฎก การสร้างคัมภีร์ธรรมอธิบายพระไตรปิฎก และการรวบรวมคัมภีร์ธรรมต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้พระพุทธศาสนามีความยั่งยืน นอกจากนี้ ก็ได้บูรณะปฎิสังขรณ์หอไตรวัดพระสิงห์ สร้างมณฑปหอธรรมวัดสูงเม่น อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุจากพม่ามาบรรจุประดิษฐานไว้ที่วัดมหาโพธิ์ เวียงโกศัย  และหล่อกังสดาลไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยนับว่าเป็นหิตานุหิตประโยชน์อย่างยิ่งที่จะหาพระเถระรูปใดเสมอเหมือน ดังนั้น ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร จึงเป็นเพชรน้ำเอกของชาวเมืองแพร่และชาวสูงเม่น และเป็นพระมหาเถระนักปราชญ์ที่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้พระพุทธศาสนา เป็นนักอนุรักษ์ที่สืบสานวรรณกรรมล้านนามิให้สูญหาย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ลูกหลานควรภูมิใจและได้เจริญรอยตามปฏิปทาอันเฉลียวฉลาด มีความกตัญญูรู้คุณ มีจิตใจเมตตา นำนาบุญและความรู้สู่ลูกหลาน อันเป็นมรดกทางปัญญาที่สูงส่งในแผ่นดินล้านนา

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งศิลาจารึกที่ค้นพบในจังหวัดน่าน และที่วัดวิชุนราช เมืองหลวงพระบางประเทศลาว และจากคัมภีร์ใบลานเรื่อง “ตำนานธัมม์ครูบามหาเถร”  รวมถึงคำบอกเล่าของผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติของครูกัญจนอรัญญวาสี จะเห็นได้ว่า  ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร หรือ ที่ผู้นับถือทั่วไปเรียกว่า “ครูบามหาเถร” เป็นชาวสูงเม่น จังหวัดแพร่โดยกำเนิด  เคยเป็น อดีตเจ้าอาวาสวัดสูงเม่น และ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระสิงหลวง  (ปัจจุบัน : วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร) จ.เชียงใหม่  เป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมแตกฉานในคันถะธุระ และ วิปัสสนาธุระ และเชี่ยวชาญใน อักษรศาสตร์โดยเฉพาะด้านภาษาบาลี  จนได้รับการยอมรับนับถือจากบรรดาครูบาเจ้า และเจ้าเมืองทั้งหลาย ตลอดถึงมวลมหาศรัทธาประชาชนทั่วแคว้นล้านนาและล้านช้าง ี ยกให้เป็น ปฐมต้นครูบา หรือ ต้นแบบแห่งครูบาทั้งปวง

ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นประธานสังคายนา โดยร่วมกับ เจ้าเมือง และ ราชวงค์ ของเมืองนั้น ๆ โดยได้ชักชวนบัณฑิต นักปราชญ์ทั้งหลาย ร่วมกันรวบรวมความรู้ภูมิปัญญาทางพระพุทธศาสนา และ ศาสตร์สำคัญหลายแขนง จารลงในคัมภีร์ใบลานอันล้ำค่า เพื่อเก็บรักษาไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษา และดำรงพระพุทธศาสนาไว้ให้ถึง 5,000 ปี โดยได้ปรากฏดำเนินการหลายแห่ง  ได้แก่  ในเวียงโกศัยธชัคคะ (แพร่)  เมืองนันทบุรีสลีเมืองใหญ่ (น่าน) เวียงเจียงใหม่ (เชียงใหม่) เมืองเชียงแสน (เชียงราย)  เมืองหริภุญชัยลำปูน  เมืองระแหง (ตาก)  และเมืองหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้าง  โดยท่านได้นำคัมภีร์ใบลานจำนวนมหาศาลเหล่านั้น  มาไว้ที่เมืองแพร่ ณ  วัดสูงเม่น   บ้านเกิดของท่าน โดยมีญาณทัศนะอันยาวไกลว่า วัดแห่งนี้ต่อไปจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของโลก  จึงทำให้ วัดสูงเม่น เป็นแหล่งขุมทรัพทย์คลังปัญญาด้านคัมภีร์ใบลานล้านนามากที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันได้มีผู้สนใจด้านอักษรศาสตร์ทั้งในและต่างประเทศมาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก  อาทิเช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)  สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาบันธรรมชัย หอสมุดแห่งชาติ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก และผู้สนใจทั่วไป

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัดสูงเม่น ยังคงมีคัมภีร์เป็นจำนวนมาก แม้ผ่านการรักษามาแล้วกว่า ๒๐๐ ปี กล่าวคือ หลวงพ่อ ครูบามหาเถร  ได้คิดจัดให้มีประเพณี ชื่อว่า  ประเพณีตากธัมม์ ซึ่งเป็นประเพณีโบราณ ที่ปรากฏแห่งเดียวในประเทศไทยที่วัดสูงเม่น ในอดีต  ซึ่งปัจจุบัน ได้มีการฟื้นฟูขึ้นใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ ชื่อ “ประเพณีตากธัมม์  ตานข้าวใหม่ หิงไฟพระเจ้า” โดยจัดขึ้นประมาณเดือนมกราคม ของทุกปี แต่ละปีมีผู้คนทั่วสารทิศมาร่วม ขบวนแห่คัมภีร์ธรรมยาวที่สุดในโลก เป็นการจำลองย้อนอดีตสมัย หลวงพ่อครูบามหาเถร แห่นำคัมภีร์มาไว้ที่เมืองแพร่ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า   ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร เป็นบุคคลที่มีความกตัญญูกตเวที  เป็นมีมีความอดทน และเป็นผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  สมควรได้รับการยกย่องให้เป็น บุคคลสำคัญของโลก ต่อไป

Page generated in 0.828 seconds. Stats plugin by www.blog.ca
ข้ามไปยังทูลบาร์