Breaking News
Home / ประวัติสถาบันฯ

ประวัติสถาบันฯ

IMG_3645

                      วัดสูงเม่น สันนิฐานว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีต่อเนื่องสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่ก็ถือว่าอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างสมัยที่พม่าปกครองล้านนาและในช่วงที่ชาวล้านนาร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินขับไล่พม่า ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีการพลิกฟื้นอารยธรรมล้านนาให้กลับมามีบทบาทในการพัฒนาบ้านเมือง และการค้ำชูพระพุทธศาสนา ซึ่งจากหลักฐานตามประวัติของครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถรซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๓๒-๒๔๐๙ ก็พบว่า มีวัดสูงเม่นมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว

             สำหรับวัดสูงเม่นนั้น ก็เช่นกันถือว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดแพร่มีอายุไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี ผู้คนรู้จักวัดนี้ดีในสมัยที่ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร หรือชาวบ้านมักเรียกสั้นๆ ว่า ครูบามหาเถรเจ้า ซึ่งเป็นพระเถระที่มีผู้คนเคารพนับถือจำนวนมากนับตั้งแต่เจ้าผู้ครองนครไปจนถึงราษฎร โดยท่านเป็นพระที่มีความรู้ความสามารถ เป็นนักปราชญ์ทางวรรณกรรมล้านนา และมีศีลาจารวัตรอันงดงาม

             การที่จะนับอายุวัดสูงเม่นจำเป็นต้องอาศัยบริบทหลายๆ ด้าน ทั้งหลักฐานทางประวัติ และจากตำนานต่างๆ โดยเฉพาะหลักฐานทางวรรณกรรมสำคัญเรื่อง ตำนานธรรมครูบามหาเถรเจ้า                    ซึ่งเจ้าหลวงอินทรวิชัย เจ้าหลวงเมืองแพร่ ได้มอบหมายให้หนานจันทร์ติ๊บและหมื่นวัดเขียนไว้เมื่อ จ.ศ. ๑๒๐๐ (พ.ศ.๒๓๘๑) โดยเป็นใบลานหนา ๔๕ ใบ ใบละ ๔ บรรทัดเรียกว่าลานสี่ ค้นพบและเก็บรักษาไว้ที่วัดพระบาทมิ่งเมืองวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งมีข้อความกล่าวถึงประวัติพระครูบามหาเถรเจ้าว่าเข้ามาบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสูงเม่นซึ่งเป็นวัดที่มีอยู่ก่อนแล้วในหมู่บ้านสูงเม่นในสมัยนั้นและกล่าวถึงการสร้างคัมภีร์ธรรมของครูบามหาเถรเจ้า  (ดูใน ประวัติวัดสูงเม่น, ๒๕๓๙ และสัมภาษณ์พ่อหนานพรหมา  กาศมณี) ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

 

                             …ถึงยามดีรุ่งเจ๊า พ่อเจ้าอินทราชราจา ก็นำครูบามหาเถรเจ้าเข้าสู่เวียงโกศัย คนทั้งหลายก็เข้ามากราบไหว้บูชาครูบาต๋นยศใหญ่ที่วัดข่วงแก้วศรีจุม เป็นปี จ.ศ. ๑๑๔๑ ดับเม็ด พ.ศ.๒๓๒๒ ยามนั้นพ่อเจ้ามักใคร่สร้างยังมณฑปไว้ประดิษฐานพระถะรัยปิฏกะที่วัดสุ่งเม้น เมืองมานด่านใต้ จิ่งมีราชอาญาวางหื้อแก่ต้าวแสนจิตตะปัญญารับราชโองการกับด้วยหมื่นวัด ออกไปจั๊กจวน (ชักชวน) ป่าวร้องเอากั๋นเข้าป่าตัดไม้ มาแป๋งมณฑป (มาสร้างมณฑป)แล้วเกณฑ์เอาพวกสล่าตาแสงใน และสล่าตาแสงนอก (ช่างสาขาต่างๆ) หื้อมาวัดมอกศอกวา ยามนั้นเข้าก็เอากั๋นไปจัดแจงตามราชโองการสร้างแป๋งมณฑปไว้ที่วัดสุ่งเม้น มีขนาดกว้าง ๕ วา ยาว ๗ วา ติดทาน้ำฮักน้ำหาง แป๋งฮางเฮือใส่น้ำฮองติ๋น (รางน้ำที่โคนเสา) เส่ากู่ต้น (ทุกต้น) กั๋นมดปวก ลำเสาสลักด้วยลายเถาวัลย์หวันเสาเกี้ยวขึ้นไปเถิงคอเสากู่ต้น ฝาผนังทึบเขียนรูปชาดกปางเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรไว้ด้านเหนือและด้านใต้ ส่วนด้านหน้าทางตะวันออก เขียนปางเสด็จออกบวชของเจ้าสิถธารถ (พระสิทธัตถะกุมาร) ปายบนหน้าจั่วขจิตด้วยดวงดอกรูปเทพนมทาด้วยน้ำฮัก น้ำหาง และคำแดงดูเรืองเรื่อ เพื่อหื้อเป็นที่จำเริญตาแล้วสร้างมณฑปครอบไว้อีกชั้นหนึ่งเป็นมณฑปสองชั้น ชั้นนอกก่อด้วยอิฐถือปูนมาขึ้นมาประมาณ ๒ ศอกแล้วบุซี่ลูกกรง มองเห็นรูปจิตรกรรมฝาผนังได้ดี งานก่อสร้างได้ทำประมาณเดือนเศษๆ…

             และความว่าจากตำนานการสร้างธรรมดังกล่าว ยังระบุอีกว่า

          …เมื่อสมคนิงแล้วต้าวแสนปิงผู้ใหญ่อันท่านใส่ไว้ต๋างต๋ากับต่านแสนจิตตะปัญญาจ๋ากั๋นว่า สองเราก็มาสร้างพระมณฑปก็ครบบรมวลแล้ว ยังค้างเต่ามัคกาตางไต่เต้ายังไป่ตันแล้วเตื่อ (คงค้างแต่ถนนหนทางที่ยังสร้างไม่เสร็จ) จิ่งป่าวร้องไพร่ราษฎรว่าจักสร้างตางเพื่อพ่อเจ้าจักเสด็จผ่านมานี้ หื้อมาจ่วยกั่นแป๋งตางดีเส้นใหม่ตั้งหม้อน้ำและปักจ่อน้อยตุงใจปลูกกล้วยอ้อย ยายเป็นถ้อยดีงาม ที่ไหนต่ำถมหื้อสูง ที่ใดเป็นท่าหื้อแป๋งขั๋ว (สะพาน)…

          …พอสำเร็จบรมวลแล้ว ก็เข้าไปกราบทูลว่า งานเสร็จแล้วสมควรยาตราได้ ยามนั้นพระปิ่นแก้วก็ได้ปกป่าวแก่ขุนหาญน้อยใหญ่หื้อห้างไพร่พลโยธาทั้งเสนา ๔ หมู่ หื้อตี๋ตุ๊บไปก่อนหน้าพวกหอกดาบหาบกอนไปเติ๋มหลัง เสียงนันเสียงเกิดก้องเสียงจ้างม้าฮ้องอึงดังไปรอดร่องกาศหน้าดอนตัน (ตลาดหน้าบ้านดอนตัน) มีฝูงคนเอากั๋นมาต้อนรับ พ่องก็คำนับจ๋าขาน พ่องยกของมาตานจิ่มเจ้าครูบา ยามตาวันกาล่วงบ่าย จึ่งด้วยออกจากบ้านดอนตันเอากั๋นลัดโต่งกว้าง (ทุ่งกว้าง) สู่บ้านหลวงคนทั้งปวงออกมาต้อนรับเนืองนอง ถวายของต่อหน้าสมเด็จเจ้าฟ้าและต๋นครูบามหาเถรเจ้า ยามนั้นเขาอาราธนาตํนครูบายศใหญ่ต่านได้เตสนาธรรม เสร็จแล้วเขาก็นำเอาแผ่นผ้าแป๋งเป็นกั๋มปีธรรม (ผ้าห่อพระคัมภีร์) ถวายนำตามแต่ได้มหาเถรต่านไท้ก็ได้ไขวาจ๋าสมควรแก่เวลาตาวันกาล่วงบ่ายลงแลง อดใจแข็งยกออกมีวัดสุ่งเม้นเป็นม๋อกป๋ายตาง ลางพ่องขอแบกกั๋มปีธรรมนำไปก่อน พวกเด็กอ่อนจุมสาวชาวบ้านเดินติดตามขบวนยศใหญ่ไต่ตางไปตามโต่ง แล้วเถิงฮอดกลางข่วงแก้วอารามวัดสุ่งเม้นยามตาวันแดงๆ เขาห้างแป๋งตี๋ไว้ในวิหารหลังงามใหญ่ แล้วนั้นเป็นกองจิ่งได้จ๊ะหลองอึ๊ดเอ๊า กับสมเด็จเจ้าเมือง และไพร่ราษฎรถ้วน ๗ วัน ๗ คืน…

             ตำนานดังกล่าวได้ระบุถึงคัมภีร์ธรรมที่เจ้าหลวงอินทรราชาและราษฎรได้ร่วมการสร้างว่ามีจำนวนมากมาย ดังนี้

                             …กั๋มปีธรรมนำมาหนนี้นับได้มีวินัยอังคุตระนิกาย ๔๘๖ ผูก เป็นมัดมี๘๙ มัด จัดเป็นใบลานได้ ๑๔,๘๐๐ ใบลาน ส่วนที่เป็นบาลีอรรถกถามี ๒๕๖๗ มัด จัดเป็นผูกได้ ๘๘๔๕ ผูก เป็นใบลานได้ ๘๕,๐๐๐ ใบลาน มีมูลกัจจายนะและบาลีศัพท์สูตร บาลีสังขยา บาลีสนธิและบาลีสมาส ขยาด กิตต์ สนธิ และธัมมะปาต๊ะ…

             จากตำนานการสร้างธรรมของครูบามหาเถรดังกล่าว แสดงถึงประวัติ ความเป็นมา และความสำคัญของวัดสูงเม่นเป็นอย่างดี

 วัดสูงเม่น เดิมเรียกว่า วัดสุ่งเหม้น จากคำที่ปรากฏในคัมภีร์ใบลานหลาย ๆ ฉบับ โดยมีเรื่องเล่าสืบๆ กันมาว่าแต่เดิมสถานที่ตำบลสูงเม่นเป็นป่าไผ่และทุ่งหญ้า รวมถึงป่าไม้เบญจพันธุ์ มี เม่น ซึ่งเป็นสัตว์ป่าตระกูลหมูอยู่อาศัยเป็นจำนวนมากและประกอบกับสถานที่เป็นที่ทำเลดีมีหญ้าและท่าน้ำบริบูรณ์ พวกพ่อค้าวาณิชย์และคนเดินทางในสมัยอดีตจึมักจะมาแวะพักแรมกันในบริเวณดังกล่าว จนเรียกพื้นที่ตำบลนี้ว่า ป๋างสุ่งเม้น การที่พวกสัตว์และ เม่น อาศัยอยู่รวมกันมากหรือมีเม่นมากในบริเวณนี้ คนจึงเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า สุ่ง ซึ่งได้ชื่อตามนิมิตของฝูงเม่นว่า บ้านสุ่งเม้น

ส่วนความหมายทางธรรม  คำว่า “สุ่ง” หมายถึง ก  ญาติ  ส่วน คำว่า “เหม้น” เป็นสัตว์คือ “เม่น”  ซึ่งมีความหมายทางธรรม คือ ความเป็นปราชญ์ พึ่งพาตนเองได้  คำวา สุ่งเหม้น  จึงหมายถึง วัดที่อยู่เขตที่มีเม่นมาก  หรือ ใครที่มาวัดสูงเม่น ถือว่า เคยเป็นญาติกัน คือ ญาติธรรม ที่ตั้งเดิมเป็นที่อยู่ในปัจจุบัน  ดังนี้

                      ทิศตะวันออก                     บริเวณเหนือห้วยแม่มาน  ปัจจุบันคือหมู่บ้านท่าช้าง
                                     
          (เป็นที่เลี้ยงช้างของพ่อค้า)

                       ทิศใต้                   บริเวณหมู่บ้านท่าล้อ (เป็นที่เลี้ยงลา และล่อ)

                       ทิศตะวันตก                      บริเวณหมู่บ้านท่าม้า (เป็นที่เลี้ยงม้า)

                       ทิศเหนือ                           บริเวณบ้านพระหลวง  บ้านหัวดง ( เป็นป่าดงดิบ)

วัดสูงเม่น ในปัจจุบันตั้งอยู่หมู่ที่ ๓  ตำบลสูงเม่น  อำเภอสูงเม่น  จังหวัดแพร่มีอาณาเขตดังนี้

                        ทิศตะวันออก        จดถนนยันตรกิจโกศล                                          

                        ทิศใต้                            จดซอยและที่ธรณีสงฆ์แปลงที่    และถนนลำห้วยแม่มาน

                                         ทิศตะวันตก             จดถนนลำห้วยแม่มาน

                      ทิศเหนือ                  จดซอยและที่ธรณีสงฆ์แปลงที่  ,    และหมู่บ้าน

๒. หลักฐานการสร้างวัด
.   วัน   เดือน   ปี    สร้างและผู้สร้างไม่ปรากฏ
.   ได้รับพระราชทานวิสุงครามสีมา  เมื่อวันที่  ๑๘  สิงหาคม  .. ๒๔๗๖  ขนาดด้านกว้าง  ๑๘  เมตร  ด้านยาว  ๓๐   เมตร
.   มีการดำเนินการผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตเมื่อวันที่  ๑๕  พฤษภาคม  ..  ๒๔๗๗

            

ประวัติวัดสูงเม่นได้มี  นายพรหมา   กาศมณี   บันทึกไว้อย่างละเอียดถึง    ครั้ง
ครั้งที่      เมื่อวันที่  ๓๐   กันยายน  .  ๒๕๓๐
ครั้งที่      ได้นำความในครั้งที่    มาพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.  ๒๕๓๙  ในครั้งนี้มีคณะศรัทธาวัดสูงเม่นร่วมด้วยและมีนางเพลินพิศแพพื้นเป็นผู้พิมพ์  มีเนื้อความละเอียดมาก  จากการศึกษา  ค้นคว้ารวบรวมที่ดึงเอาตำนานความเป็นมาในแต่ละเรื่องราวมาได้อย่างลึกซึ้ง และสืบค้นตามรอยหลวงพ่อครูบามหาเถร  จาก

                        .   วัดสวนดอก                         จังหวัดเชียงใหม่

                        .   วัดพระสิงห์                         จังหวัดเชียงใหม่

                        .   วัดป่าอัมพวัน                       จังหวัดตาก  ( เมืองระแหง )

                       .   วัดศรีชุม                             อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่

                        .   วัดพระบาทมิ่งเมือง                อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่

                        .   วัดมหาโพธิ์                          อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่

                        .   วัดเหมืองหม้อ                      อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่

                        .   วัดศรีดอก                            อำเภอสูงเม่น      จังหวัดแพร่

                        .   วัดดอนแก้ว                          อำเภอสูงเม่น      จังหวัดแพร่  

 

ครั้งที่   นางสาววันเพ็ญ  แก้วกัน  ได้ปรับปรุงจากเล่ม ครั้งที่ ๒  โดยจัดระบบประวัติหลวงปู่ครูบากัญจน์อรัญญวาสีมหาเถรและนำประวัติการ สร้างวัด  และเสนอ ด้วยรูปภาพเสนาสนะ ภายในวัดสูงเม่น  คราวเอ กระเกษียน อายุราชการ ปี พ.ศ.๒๕๔๘

ครั้งที่ ๔ และ ๕  ได้ปรับเนื้อหาจากครั้งที่ ๓ โดยนำผลงาน วิทยานิพนธ์ของท่าน พระมหาสุทิตย์         อาภากโร (ปัจจุบัน: พระมหาสุทิตย์ อาภากโร ดร.  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ท่านวิจัย เรื่องการจัดการ ความรู้ทางวัฒนธรรมประเพณี ตากธรรม ของวัดสูงเม่น จังหวัดแพร่  งานวิจัยพัฒนา  สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม  ปี ๒๕๔๙   ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแพร่  โดยนายจตุรภัทร อิ่มเพ็ง  ได้นำ งบประมาณ ประจำปี ๒๕๕๒  และ ๒๕๕๖ จัดทำครั้งที่ ๔  และ และ ครั้งที่ ๕  รูปเล่มและรูปภาพ  จะเปลี่ยนแปลงบ้างตามสภาพ การจัดงานจัดกิกรรม ของวัดสูงเม่น  เพื่อความสมบูรณ์ ของหนังสือ ประวัติวัดสูงเม่น

สำหรับวัดสูงเม่นนั้น ก็เช่นกันถือว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดแพร่มีอายุ ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ปี ตามตำนานเล่าว่า วัดสูงเม่น หรือ ชื่อในคัมภีร์ธรรม ปรากฏชื่อวัดว่า “วัดสุ่งเม้นแก้วกว้าง”เคยมีพื้นที่กว้างขวาง และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เจ้าเมือง เจ้าผู้ครองนคร เจ้าราชวงค์ต่าง ๆ ทั้งใน ล้านนา และ   ล้านช้าง ต่างเคยมา นมัสการคัมภีร์ธรรมพระไตรปิฎก  ณ วัดสูงเม่น อีกทั้งวัดแห่งนี้  ยังเคยเป็น ศูนย์กลางในการทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา  และเป็น แหล่งการศึกษาเล่าเรียนที่ยิ่งใหญ่ของล้านนา  มีวิชาทั้งทางโลกและทางธรรม ครูบาทั้งหลาย ตลอดถึงบัณฑิต นักปราชญ์ ทั้งบรรพชิต และ คฤหัสถ์ในล้านนาหลายท่าน ในอดีตล้วนแล้วแต่เคยมาศึกษา และ จารอักขระธรรมพระไตรปิฏก  ณ สถานที่แห่งนี้ เพราะมี  เจ้าผู้ครองนครแพร่ และศรัทธาประชาชนให้การอุปถัมภ์อยู่โดยตลอด

นอกจากนี้ วัดสูงเม่น ยังเป็นวัดที่ เจ้าเมืองแพร่ เจ้าผู้ครองนคร  เจ้าราชวงค์อาณาจักรล้านนา และ ล้านช้าง ต่างให้ความ เคารพนับถือ เป็นอย่างมาก เหตุเพราะเป็นแหล่งจัดเก็บคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการทำสังคายนาเป็นจำนวนมาก จากพระมหาเถระผู้เป็นสัพพัญญูแตกฉานในพระไตรปิฏก และ วิปัสสนาญาณระดับขั้นสูง มหาเถระดังกล่าวคือ “ครูบากัญจนอรัญญวาสีมหาเถร” อดีตเจ้าอาวาสวัดสูงเม่น  จนมีตำนานปรากฏ ในธรรมกล่าวว่า วัดสูงเม่น คือ “วัดก๊กวัดเก๊าวัดตุ๊เจ้ามหาเถร” ดังนั้น ถ้ามาเที่ยววัดสูงเม่น  จะต้องไม่ลืมไหว้สา หลวงพ่อครูบามหาเถร ด้วย  ถึงจะกล่าวได้ว่ามาถึงวัดแล้ว เพราะครูบามหาเถร  ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ วัดสูงเม่น  มาตั้งแต่สมัย เจ้าหลวงอินทรวิชัยราชา เจ้าผู้ครองนครแพร่  ในอดีต  ถึงกับมีเจ้าเมืองในอดีตได้ยกย่องว่า “อยากฮ่ำเฮียนดี  มีความรุ่งเรืองก้าวหน้า หื้อหมั่นไปไหว้สาคัมภีร์ธรรม และ ขอปอนครูบามหาเถรเจ้า ณ วัดสุ่งเม้น เมืองแป้”  จากคำกล่าว ในอดีตที่เล่าสืบต่อกันมานี้  ปัจจุบันจึงมีผู้คนมา

 

กราบไหว้คัมภีร์ธรรม ขอพร และ ปิดทอง หลวงพ่อครูบามหาเถร ณ วัดสูงเม่น อย่างมิขาดสาย             

   

    เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญอีกครั้งหนึ่งของวัดสูงเม่น  นับเป็นพระมหากรุณาอย่างหาที่สุดมิได้               เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๐๙ – ๑๐.๒๘ น. นับเป็นวันและช่วงเวลาประวัติศาสตร์ และประทับใจมิรู้ลืมของวัดสูงเม่น และ ประชาชนชาวสูงเม่น  เนื่องด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมา ณ วัดสูงเม่น เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ได้ทรงเสด็จอัญเชิญคัมภีร์ใบลานพระไตรปิฏกจากหอธัมม์หลังเดิม ขึ้นสู่หอพระไตรปิฏกหลังใหม่ ของวัดสูงเม่น และมีพระราชดำรัสตรัสเกี่ยวกับวัดสูงเม่นว่า  ขอให้ทางวัด ร่วมกับ ชาวบ้าน  และ ชุมชน อนุรักษ์คัมภีร์ใบลานลักษณะเช่นนี้ต่อไป เพราะทำได้ดีมาก เป็นตัวอย่างที่อื่นได้ เพราะคัมภีร์ใบลานที่นี่มีมาก และ เป็นของมีค่ามาก อยากให้มีการทำเป็นแหล่งเรียนรู้  สอนภาษาล้านนา และ เผยแผ่วิธีการอนุรักษ์ โดยเฉพาะ ประเพณีตากธัมม์ไปยังทั้งพระภิกษุ สามเณร และ ประชาชน ได้รู้แล้วเข้าใจ จะได้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้เป็นเอกลักษณ์และสมบัติของชาติต่อไป ด้วยเหตุนี้ ทางวัดสูงเม่น จึงได้จัดทำโครงการ “จัดตั้งสถาบันอนุรักษ์คัมภีร์             ใบลาน วัดสูงเม่น  เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”เพื่อเป็นสัญลักษณ์สถาน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ ๕ รอบ  ๖๐ พรรษา ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘

Page generated in 0.847 seconds. Stats plugin by www.blog.ca
ข้ามไปยังทูลบาร์